พามาดูแนวทางเปิดร้านคาราโอเกะเล็ก ๆ เป็นธุรกิจส่วนตัว เปิดร้านคาราโอเกะลงทุนเท่าไหร่ ต้องทําอย่างไรบ้าง ขออนุญาตที่ไหน บทความนี้มีคำตอบ การได้เปิดคาราโอเกะร้องเพลงกับเพื่อนๆ เป็นความสุขส่วนตัวที่ใครๆ ก็นึกออกไม่ยาก หลายคนชอบ จนอดไม่ได้ที่จะมีความใฝ่ฝันที่จะเปิดร้านคาราโอเกะเล็ก ๆ เป็นของตัวเอง

เปิดร้านคาราโอเกะเล็ก ๆ

เพราะคาดว่าจะมีความสุขทั้งส่วนตัว เพื่อนฝูง และมีความสุขที่ได้เห็นคนคอเดียวกันนั่งร้องเพลงอยู่ในร้าน ว่าแต่ว่า ถ้าอยากเปิดร้านคาราโอเกะเป็นธุรกิจ จะต้องทําอย่างไรบ้าง ต้องขออนุญาตที่ไหน

เปิดร้านคาราโอเกะเล็ก ๆ
ขอบคุณภาพจากเพจ : จุ่มนะเว้ย3บุฟเฟ่ต์
ก่อนอื่นเลยค่ะ คุณต้องรู้ก่อนว่า เดี๋ยวนี้การเปิดเพลงที่ไม่ใช่ฟังเพื่อความสุขสนุกส่วนตัว แต่ทำเป็นธุรกิจ มีรายได้เข้า ไม่ใช่ใครก็ทำได้นะคะ เพราะงาน “ลิขสิทธิ์” กำลังมาแรง แม้แต่นักร้องเองยังต้องระวังตัวแจ เผลอร้องโดยไม่มีลิขสิทธิ์ อาจโดนเรียกเก็บตามหลังได้ ดังนั้น ถ้าคุณจะเปิดร้านคาราโอเกะ เตรียมค่าใช้จ่ายเรื่องนี้ให้ดี ต่อให้เปิดแค่ร้านเล็กๆ ก็เถอะ

เปิดร้านคาราโอเกะต้องทําอย่างไรบ้าง

1. อันดับแรกวางแผนก่อนนะคะ เพราะต้นทุนเปิดร้านแต่ละลักษณะแตกต่างกันไป มีทำเลดีแค่ไหน ค่าเช่าร้านเท่าไหร่ โอกาสที่จะทำกำไรต้องอยู่ในทำเลที่ดีมาก มีคนเข้าร้านแน่นตลอดถึงจะอยู่ได้

2. จะเป็นร้านคาราโอเกะอย่างเดียว หรือจะขายอาหารเครื่องดื่มควบคู่กันไปด้วย ต้องเตรียมการให้ดีค่ะ

เปิดร้านคาราโอเกะเล็ก ๆ
ขอบคุณภาพจากเพจ : จุ่มนะเว้ย3บุฟเฟ่ต์
3. คำว่าต้นทุนนั้น มีทั้งต้นทุนค่าใช้จ่ายประจำ ค่าลิขสิทธิ์เพลงที่ต้องศึกษา เพราะราคาแตกต่างกันตามแต่ลักษณะของร้าน ค่าจ้างพนักงาน และร้านประเภทนี้ อาจต้องมีค่าใช้จ่ายแบบลับอีกด้วย เป็นเรื่องที่ต้องคิดเหมือนกัน

4. ได้ที่ตั้งร้าน ตัดสินใจแล้ว ขั้นตอนต่อไป ต้องมีใบอนุญาตให้ประกอบการร้านคาราโอเกะได้ ซึ่งการเปิดร้านคาราโอเกะ ต้องปฏิบัติตามพรบ.ภาพยนตร์และวิดีทัศน์ คือ ขออนุญาตเปิดร้านกับสำนักพิจารณาภาพยนตร์และวิดีทัศน์ กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม ซึ่งเป็นใบอนุญาต 5 ปี เมื่อได้รับใบอนุญาตแล้ว ต้องติดใบอนุญาตให้เห็นในสถานประกอบการด้วย

เปิดร้านคาราโอเกะเล็ก ๆ
ขอบคุณภาพจากเพจ : จุ่มนะเว้ย3บุฟเฟ่ต์

5. ติดต่อบริษัทจดลิขสิทธิ์ เพราะการเปิดเพลงต้องมีการซื้อลิขสิทธิ์เพลงของทุกค่ายเพลง ซึ่งจะมีลักษณะเป็นแบบเหมาจ่าย ขึ้นอยู่กับลักษณะของร้าน เช่น ถ้าเป็นร้านคาราโอเกะแบบตู้หยอดเหรียญเอา แบบ Jukebox ก็ต้องจ่ายค่าลิขสิทธิ์ เหมาจ่าย 4,500 บาท/6 เดือน หรือปีละ 7,200 บาท ถ้าเป็นร้านคาราโอเกะที่มีตู้หยอดเหรียญแบบ Jukebox Room ลิขสิทธิ์เพลงจะสูงขึ้นไปอีกเป็น 9,000 บาท/6 เดือน หรือปีละ 14,400 บาท แต่ถ้าเป็นร้านแบบบูทคาราโอเกะ แบบ Control Room แบบ Midi File Karaoke ลิขสิทธิ์เพลงก็จะแพงขึ้นไปอีก เป็น 12,000/6 เดือน 19,200/1 ปี เป็นต้น ซึ่งจะต้องจ่ายกับทุกค่ายเพลงที่นำมาเปิดในร้าน

เห็นค่าลิขสิทธิ์เพลงแล้ว คงพอมองออกว่า จะต้องหาทำเลที่ดี และกลุ่มลูกค้าเนืองแน่นแค่ไหน จึงจะคุ้มกับการลงทุน

เปิดร้านคาราโอเกะใช้เงินลงทุนเท่าไหร่

เงินลงทุนเปิดร้านคาราโอเกะนั้น ขึ้นอยู่กับทำเลที่ตั้ง ทำเลดี ค่าเช่าร้านก็แพง อีกทั้งยังขึ้นอยู่กับลักษณะของร้านที่จะเปิดด้วย ต้นทุนคร่าวๆ

1. ค่าเช่าร้าน
เดือนละ 10,000 บาทขึ้นไป ทั้งนี้คุณอาจจะหาร้านเช่าที่มีอุปกรณ์เปิดร้านครบชุดอยู่แล้วก็ได้ ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้นอย่าลืมศึกษาข้อมูลให้ดีว่า ทำไมเขาจึงเลิกทำและให้คุณเช่าต่อ และหากเป็นทำเลดีๆ ใจกลางเมือง คุณอาจต้องลงทุนเซ้ง รวมถึงจ่ายค่าเช่ารายเดือนอีกด้วย

เปิดร้านคาราโอเกะเล็ก ๆ
ขอบคุณภาพจากเฟสบุ๊ค : Suppawat Few Tookaew
2. ค่าจ้างพนักงาน
ขึ้นอยู่กับว่า เป็นร้านอาหารควบคู่ไปด้วยหรือไม่ เฉลี่ยแล้ว อาจอยู่ที่คนละ 10,000 บาท

3. ค่าโสหุ้ย 
เป็นธรรมชาติของการเปิดสถานบันเทิง ยามค่ำคืน คุณอาจต้องมีคนช่วยดูแลร้าน ที่ช่วยให้ร้านของคุณปลอดภัยจากการคุกคามที่คาดไม่ถึง เฉลี่ยที่เดือนละ 10,000 บาทขึ้นไป

เปิดร้านคาราโอเกะเล็ก ๆ
ขอบคุณภาพจากเฟสบุ๊ค : Suppawat Few Tookaew
เปิดร้านคาราโอเกะ ยังคงเป็นธุรกิจส่วนตัวที่สร้างรายได้ดี หากมีทำเลดี ๆ ใกล้กับสถานศึกษา หรือสถานที่ที่มีคนเยอะ ๆ อาจมีต้นทุนสูงเป็นธรรมดา แต่หากบริหารให้ลงตัวแล้วรับรองว่าใช้เวลาคืนทุนไม่นานค่ะ

ขับเคลื่อนโดย Blogger.